วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8

การเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ

ทักษะทางสังคม
  • เด็กพิเศษที่ขาดทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากพ่อแม่
  • การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข
กิจกรรมการเล่น
  • การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
  • เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นจากสื่อ
ยุทธศาสตร์การสอน
  • เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีการเล่น ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
  • ครูเริ่มต้นจากกานสังเกตเด็กแต่ล่ะคนอย่างเป็นระบบ
  • ครูจดบันทึก
  • ทำแผน IEP
การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
  • วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายอย่าง
  • คำนึงถึงเด็กทุกๆคน
  • ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน
ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
  • อยู่ใกล้ๆ เฝ้ามองอย่างสนใจ
  • ยิ้มและพยักหน้าให้ เมื่อเด็กหันมาหาครู
  • ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
  • ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม
การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
  • ครูพูดชักชวนให้เด็กมาร่วมเล่นกับเพื่อน
  • ทำธดย การพูดนำของครู
ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฏเกณฑ์
  • ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
  • การให้โอกาสเด็ก
  • เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
  • ครูต้องไม่ใช้ความพบพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง

โดยให้จับคู่ คนหนึ่งวาดเส้น อีกคนจุดเส้นวงกลมโยให้คนที่วาดเส้นตามเพลงดนตรีแล้วให้อีกคนจุดภาพที่เป็นวงกลม




บันทึกอนุทินครั้งที่ 7

สอบ


บันทึกอนุทินครั้งที่ 6


การสอนเด็กพิเศษกับเด็กปกติ

การฝึกเพิ่มเติม

  • อบรมระยะสั้น สัมมนา
  • สื่อต่างๆ


การเข้าใจภาวะปกติ

  • เด็กคล้ายคลึงกันมากกว่าแตกต่าง
  • ครูต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กปกติและเด็กพิเศษ
  • รู้จักเด็กแต่ล่ะคน
  • มองเด็กให้เป็น
การคัดแยกเด็กที่ทีพัฒนานาการช้า
  • การเข้าใจพัฒนานาการของเด็ก จะช่วยให้ครูสามารถมองเห็นความแตกต่างของเด็กแต่ละคนได้ง่าย
ความพร้อมของเด็ก
  • วุฒิภาวะ
  • แรงจูงใจ
  • โอกาส
การสอนโดยบังเอิญ
  • ให้เด็กเป็นฝ่ายเริ่ม
  • เด็กเข้าหาครูมากเท่าไรยิ่งมีโอกาสในการสอนมากขึ้นเท่านั้น
  • ครูต้องพร้อมที่จะพบเด็ก
  • ครูต้องมีความสนใจเด็ก
  • ครูต้องใช่เวลาคุยไม่นานไป
  • ครูต้องมีอุปกรณ์ล่อใจเด็ก
อุปกรณ์
  • มีลักษณะง่ายๆ
  • ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
ตารางประจำวัน
  • เด็กพิเศษไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยุเป็นประจำ
  • กิจกรรมต้องเรียงลำดับเป็นขั้นตอน
  • เด็กจะรู้สึกปลอดภัย
  • คำนึงถึงความพอเหมาะของเวลา
ความยืดหยุ่น
  • การแก้แผนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ยอมรับขอบเขตความสามารถของเด็ก
การใช้สหวิทยาการ
  • ใจกว้างต่อคำแนะนำของบุคคลในอาชีพอื่น
  • การสร้างสัมพันธ์ระหว่างการบำบัดกิจกกรมในชั้นเรียน
เด็กทุกคนสอนได้
  • เด็กเรียนไม่ได้เพราะไร้ความสามารถ
  • เด็กเรียนไม่ได้เพราะขาดโอกาส
เทคนิคการให้แรงเสริม
แรงเสริมทางสังคมจากผู้ใหญ่
  • ความสนใจของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กนั้นสำคัญมาก
  • มีแนวโน้มจะเพิ่มพฤติกรรมที่ดีของเด็ก
วิธีการแสดงออกถึงแรงเสริมผู้ใหญ
  • ตอบสนองวาจา
  • การยืนหรือนั่งใกล้เด็ก
  • พยักหน้ารับ ยิ้ม ฟัง
  • สัมผัสทางกาย
การแนะนำหรือบอกบท
  • ย่อยงาน
  • ลำดับความง่ายยากของงาน
ขั้นตอนการให้แรงเสริม
  • สอนจากง่ายไปยาก
  • ไม่ดุหรือตี
  • ลดการบอกบท เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะก้าวไปชั้นต่อไป
  • งเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง

การประเมิน

ตนเอง
วันนี้ตั้งใจเรียนดี มีการกินอาหารในห้องเรียนบ้างเล็กน้อย
เพื่อน
ตั้งใจเรียนดี มีคุยกันบ้างเป็นบางส่วน
อาจารย์ 
สอนดีสนุก

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5


วันนี้นักศึกษาทุกคนร่วมกันเซอร์ไพร์วันเกิดให้อาจารย์



และได้ถ่ายรูป



ร้องเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย


บันทึกอนุทินครั้งที่ 4

วันนี้งดการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ไปเป็นวิทยากร จึงให้นักศึกษษทำบล็อกให้เสร็จและเป็นปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทินครั้งที่ 3

1 เรื่องการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

-เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา 

การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
 -การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปติได้บางเวลาก็คือการที่เด็กพิเศษเข้าไปเรียนในช่วงใดช่วงหนึ่ง    ของการจัดกิจกรรม
เช่น 1).กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ(กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เด็กพิเศษจะชอบมากที่สุดเพราะว่าเคขาได้เต้นได้ทำตามจินตนาการได้รับความสนุกสนาน)
2.)กิจกรรมดนตรี 
3.)กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
-เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออกและมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
-เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมากจึงไม่อาจจะเรียนร่วมเต็มเวลาได้ พอเรียนเสร็จก็นำกลับไปเรียนที่โรงเรียนการศึกษาพิเศษเหมือนเดิมเพราะว่าเด็กเป็นเด็กที่มีอาการปานกลางถึงหนักมากทำให้มาเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ในบางเวลาและบางช่วงกิจกรรมเท่านั้นและการมาเรียนร่วมเด็กไม่สามารถที่จะมาเรียนได้เองจะต้องเป็นครูที่โรงเรียนการศึกษาพิเศษพามาเรียนเท่านั้น

รูปแบบการจัดกาศึกษา
-การศึกษาปกติทั่วไป(Regular  Education)  เป็นการศึกษาแบบแรกและแบบเดียวในสมัยนั้นเพราะว่าเป็นแบบโบราณที่สุด
-การศึกษาพิเศษ(Special  Education) เป็นการศึกษาที่รัฐบาลเริ่มจัดตั้งขึ้นมาเพื่อที่ให้เด็พิเศษได้ับการศึกษาเหมือนเด็กปกติเพราะว่าแต่ก่อนผู้ปกครองไม่ให้กล้าและไม่ยอมรับและไม่กล้าที่จะพาลูกออกมาข้างนอกเด็กพิเศษเหล่านี้จะถูกอยู่แบบซุกซ้อนและสังคมยังไม่ยอมเปิดใจที่จะยอมรับและให้การศึกษาเพราะว่าอีกอย่างก็ยังไม่มีโรงเรียนที่เป็นการสอนแบบเรียนร่วมหรือเรียนรวมเลยจึกทำให้รัฐบาลเปิดโอกาสในการศึกษาให้กับเด็กพิเศษเหล่านี้และต่อมาก็?
-เปิดการศึกษาแบบเรียนร่วม(Integrated  Education หรือ  Mainstreaming)  เป็นการศึกษาแบบเรียนร่วมตามเวลาเป็นการเปิดโอกาศเพียงส่วนหนึ่งให้เด้กพิเศษมาทำกิจกรมและปรับตัวให้คุ้นเคยกับเด็กปกติเพื่อที่จะทำให้เด็กปกติเกิดการยอมรับและให้โอกาส
-การศึกษาแบบเรียนรวม(Inclusive  Education) เป็นการศึกษาที่เด็กปกติและเด็กพิเศษเรียนรวมกันและอยู่ในสังคมเดียวกันได้เด็กปกติจะต้องยอมรับได้ที่จะคิดว่าคนทุกคนมีความเท่าเทียมกันไม่สามารถที่จะแบ่งชนชั้นกันได้และเด็กพิเศษก็จะต้องปรับเข้ากับเด้กปกติด้วยเช่นกัน

 ความหมายของกาศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated  Education หรือ  Mainstreaming)   
-การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป 
-มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปทำร่วมกัน
-ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวันก็คือให้เด็กพิเศษมาเรียนร่วมในห้องเรียนกับเด็กปกติมาทำกิจกรiมบางช่วงเวลาสัก 1-2 ชั่วโมงและพากลับไปศูนย์การศึกษาพิเศษเช่นเดิม
- ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน

การเรียนร่วมเต็มเวลา( Mainstreaming)
-การจัดให้เด็กพิเศษเรียนมนโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
-เด็กพิเศษที่จะได้รับการจัดกระบวนกาเรียนรู้และบริกานอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติเด็กที่จะสามารถเรียนร่วมเต็มเวลาได้ก็คือเด็กที่มีความพิการอยูในระดับน้อยหรือขั้นปกติ
-มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกันตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฎิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
-เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่างท่ามกลางความแตกต่างกันมนุษย์เราต้องการความรักความสนใจและความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม(Inclusive  Education) 
-การศึกษาสำหรับทุกคนคือเป็นการศึกษาที่เด็กปกติกับเด็กพิเศษเรียนรวมกันโดยที่ไม่ใช่การเรียนแค่บางเวลาเท่านั้นแต่เป็นการมาเรียนแบบเต็มวันโดยที่ให้เด็กๆทุกคนคิดว่าทุกคนเท่าเทียมกันในสังคมไม่มีใครเหนือกว่าใครทั้งนั้น
-รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาคือเป็นการศึกษาที่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นคนพาลูกมาเรียนเองตั้งแต่เทอมแรกโดยที่ไม่ใช่เป็นการพามาของทางศูนย์การศึกษาพิเศษพ่อปกครองเป็นคนดูแลเด็กจะมีสถานะเหมือนเด็กปกติและจะไม่อยู่ในเครือข่ายของศูนย์การศึกษาพิเศษใดๆเลยอีกด้วยแต่ว่าจะต้องมีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา
-จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

บันทึกอนุทินครั้งที่ 2

* หมายเหตุ*
 ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจาก อาจารย์ไม่สบาย